จังหวัดสุรินทร์มีชื่อเสียงเรื่องผ้าไหมเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ และเป็นแหล่งผลิตผ้าไหมที่ใหญ่ที่สุดในเขตอีสานใต้ แต่เดิมผ้าไหมสุรินทร์จะทอไว้เพื่อสวมใส่เอง และใช้ในงานพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น งานแต่งงาน ฝ่ายเจ้าสาวต้องมีผ้าไหมไว้ไหว้พ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าว หรือใช้ในงานศพที่ต้องมีผ้าไหมสวมใส่ให้คนตายและถวายพระ บ้านที่มีลูกสาวจึงต้องเตรียมผ้าไหมไว้เพื่อใช้ในงานพิธีต่างๆ ดังนั้น ผ้าไหมจึงอยู่คู่กับวัฒนธรรม ประเพณีดั้งเดิมของคนสุรินทร์ ช่วงเวลาของการผลิตผ้าไหม จะเริ่มหลังจากสิ้นฤดูกาลทำนา ดังคำกล่าวว่า “พอหมดหน้านา ผู้หญิงทอผ้า ผู้ชายตีเหล็ก” (พุฒิ สร้อยจิต, ประวัติเมืองสุรินทร์และผ้าไหม, 16 พ.ย.57) งานผลิตผ้าไหมจึงถือเป็นความรับผิดชอบของผู้ที่หญิงที่ต้องทำ ซึ่งวัฒนธรรมดั้งเดิมมองว่าผ้าไหมถือเป็นผ้าถุง เป็นของที่ผู้ชายไม่ควรแตะต้อง จึงทำให้ภาระหน้าที่ในกระบวนการผลิตผ้าไหมเกือบทั้งหมด “เป็นหน้าที่ของลูกผู้หญิง”

ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา การผลิตผ้าไหมถูกผูกติดกับระบบเศรษฐกิจภายนอกชุมชน ค่อนข้างมาก ส่งผลให้จากเดิมงานทอผ้าที่มีการผลิตเพื่อใช้ในบ้านและงานพิธีกรรม เปลี่ยนมาเป็นผลิตเพื่อจำหน่าย และในกระบวนการผลิตมีการใช้สารเคมีอย่างแพร่หลาย ซึ่งระหว่างปี 2557-2558 มีการดำเนินงาน“โครงการสร้างเสริมสุขภาวะผู้หญิงทอผ้าในชุมชน” ในพื้นที่ 2 ตำบล คือ ตำบลจารพัตและตำบลนารุ่ง อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของชุมชน มีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกคนทอผ้า, การสนทนากลุ่มย่อย (Focused group discussion) และเก็บข้อมูลแบบสอบถาม เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัญหาด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน พบว่าผู้หญิงทอผ้าเผชิญกับปัญหาและมีปัจจัยความเสี่ยงด้านสุขภาพ ดังนี้ 1)ปัญหาด้านการใช้สารเคมีในการผลิตผ้าไหม ส่วนใหญ่ ยังไม่มีการป้องกันและป้องกันไม่ถูกวิธี 2)ปัญหาการยศาสตร์(การใช้ร่างกาย และท่าทางการทำงาน) ส่วนใหญ่ใช้ทำงานเฉลี่ย 5-6 ชั่วโมงต่อวัน และอยู่ในท่าเดิมที่ต้องเกร็งร่างกายซ้ำ ๆ นาน ๆ ทำให้ปวดตามกล้ามเนื้อ ข้อต่อ กระดูก และชาตามร่างกาย 3)มีปัญหาความเครียด เนื่องจากเงินไม่พอใช้จ่ายและมีหนี้สิน 4)ปัญหาด้านการจัดการสภาพแวดล้อมบริเวณที่ทำงานทอผ้าและการกำจัดขยะเคมี  ดังนั้นทำงานที่ผ่านมา จึงเน้นกระบวนการทำงานบนฐานองค์ความรู้ที่ตอบโจทย์กับสถานการณ์ปัญหาในข้างต้น เช่น การสร้างทีมแกนนำคนทอผ้าให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เป็นกระบอกเสียงรณรงค์สร้าง สื่อสารความเข้าใจ ให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเชิงบวก ทั้งด้านอันตรายจากสารเคมีและความปลอดภัยในการทำงานทอผ้า ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจ หาทางเลือกในการผลิตผ้าไหมสีธรรมชาติ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ยังถือว่าอยู่ในระยะเริ่มต้น แม้โครงการจะเริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในหลายด้าน แต่การเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่ในหมู่แกนนำที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ของโครงการอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่งานปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นงานที่ยาก ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่างทั้งที่เป็นปัจจัยภายนอกและภายในของแต่ละบุคคล จึงถือว่าเป็นความท้าทายของการต่อยอดและพัฒนาการทำงานให้เกิดความต่อเนื่อง ในอีก 18 เดือนข้างหน้า (กันยายน 2559-กุมภาพันธ์ 2561) โดยเป้าหมายหลักในโครงการ ยังคงเน้นให้คนทอผ้าในพื้นที่เป้าหมายมีสุขภาพดี มีความปลอดภัยในการทำงาน ตลอดจนมีกลุ่มการผลิตที่เข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้